
หลายคนมักมีอาการแน่นจมูก คันตา จาม ไอหรือมีน้ำมูกเวลานอน ทั้งๆที่ใช้ชีวิตปกติมาได้ทั้งวัน แต่ทำไมพอจะนอนสบายๆทีไร มีอาการไม่สบายหรือภูมิแพ้ทุกที อาการนี้อาจมีต้นตอมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆนั้น มาจากสถานที่ที่มีอาการ นั่นก็คือบนที่นอนของเรานั่นเอง นั่นคือสาเหตุที่เราควรดูดฝุ่นที่นอน
ตัวไร (mite) มีหลายชนิด ทั้งไรคน เช่น ไรขุมขน ไรสัตว์ เช่น ไรนก ไรหนู สำหรับไรที่อยู่ตามฝุ่นบ้านเรือน จึงมักเรียกว่า ไรฝุ่นบ้าน (house dust mite) มูลของไรจำพวกนี้เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือเรียกว่า allergen สามารถก่อโรคภูมิแพ้แก่คนได้
ลักษณะของไรฝุ่น เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในพวก Phylum Arthopoda เช่นเดียวกับ แมลง และแมง เพราะมีขา 4 ขาคู่ รูปร่างกลมรี แต่ขนาดเล็กกว่ามาก ประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ลำตัวมีสีขาวคล้ายฝุ่น
ไรฝุ่นชอบอยู่ที่ไหน อาศัยอยู่ในที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส และอยู่ในที่มีความชื้นสูง ร้อยละ 60-70 ไม่ชอบแสงสว่าง เราจึงพบไรฝุ่นได้ในห้องนอน ตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม หรือข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นเส้นใยเป็นส่วนใหญ่

ไรฝุ่น ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้อย่างไร?
อาจจะแพ้ทั้งตัวไรฝุ่นเอง ซากไรฝุ่นที่ตายแล้ว แต่ส่วนใหญ่ คือ แพ้มูลไรฝุ่น โดยมูลไรฝุ่น เป็นสารโปรตีนที่สามารถกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารที่ก่อให้เกิดภาวะภูมิไวเกินได้ ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น ไอ จาม คันตา เมื่อสูดดมมูลไรฝุ่นในห้องนอน ในบ้านเข้าไป โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นได้ง่าย
ไรฝุ่นไม่ได้กัด แต่ถ้ามีอาการคันที่ผิวหนัง อาจมีสาเหตุจากการระคายเคือง ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นหรือ อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ยุงกัด มดกัด
ไรฝุ่น สาเหตุอันดับหนึ่งของภูมิแพ้
“ไรฝุ่น” เป็นสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งในการก่อโรคภูมิแพ้ในคนไทย และเป็นปัญหาในแทบทุกประเทศทั่วโลก
สถิติของสาเหตุการแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
- แพ้ไรฝุ่น 60-80%
- แพ้แมลงสาป 40+%
- แพ้ขนสัตว์ 10%
- แพ้เกสรดอกไม้ 10%
- แพ้เชื้อรา 2-10%
- แพ้อาหาร 1-5%
ไรฝุ่น วายร้ายในห้องนอน
ทุกวัน เราใช้ชีวิต 1 ใน 3 อยู่ในห้องนอน ดังนั้นห้องนอน ควรเป็นที่ที่ให้ความปลอดภัยกับเรา เป็นที่ที่เราจะนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายใจ แต่ในแต่ละวันที่เราหลับไหล เราไม่รู้เลยว่ามีวายร้ายตัวเล็ก ๆ ที่แฝงตัวอยู่บนที่นอนกับเราแถมยังทำร้ายเราทุกคืน
ที่นอน คือบริเวณที่ไรฝุ่น แอบซุกซ่อนอาศัยอยู่กับเราอยู่ทุกวัน โดยที่เราไม่รู้ตัว จากการศึกษา พบข้อมูลเกี่ยวกับไรฝุ่น และที่นอน ดังนี้
- ที่นอนที่ทำจากนุ่น ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 63 ตัว
- ที่นอนฟองน้ําใยสังเคราะห์ ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 34 ตัว
- ที่นอนใยมะพร้าว ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 10 ตัว
อายุการใช้งานของที่นอน กับปริมาณไรฝุ่น
- ดูดฝุ่นที่นอนที่มีอายุการใช้งาน 9 ปี ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 83 ตัว
- ดูดฝุ่นที่นอนที่มีอายุการใช้งาน 7-9 ปี ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 41 ตัว
- ดูดฝุ่นที่นอนที่มีอายุการใช้งาน 4-6 ปี ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 26 ตัว
- ดูดฝุ่นที่นอนที่มีอายุการใช้งาน 0-3 ปี ในฝุ่น 1 กรัม พบไรฝุ่นเฉลี่ย 8 ตัว
ถึงแม้จะเป็นที่นอนใหม่ก็ยังมีไรฝุ่น
โดยมีงานวิจัยรายงานไว้ว่า ที่นอนใหม่ที่ใช้ไปได้นาน 4-6 เดือน ก็สามารถตรวจพบสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นได้เกินระดับมาตรฐานสากล
ไรฝุ่น ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อะไรได้บ้าง?
- โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis)
- โรคหืด (Asthma)
- โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
- โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis)
อาการที่สำคัญจากภูมิแพ้
– อาการทั่วไปของภูมิแพ้ อาการทั่วไปที่พบได้ คือ อาการไอ จาม น้ำมูกไหล แน่นจมูก คัดจมูก มีผื่นคัน
– อาการผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีอาการแน่นจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งเกิดจากภาวะอักเสบในโพรงจมูกทำให้ตรวจพบโพรงจมูกบวม ซีดได้
– อาการผู้ป่วยโรคหืด แพทย์ก็จะตรวจพบเสียงปอดผิดปกติไป คือมีเสียงวี๊ด
– อาการโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ นอกจากอาการไอ จาม น้ำมูกไหล แล้วก็มักจะมีอาการคัน ผื่นแดง ตุ่มบริเวณผิวหนัง
เมื่อมีอาการภูมิแพ้ ทำอย่างไรดี?
เมื่อรู้ว่ามีภาวะภูมิแพ้ หรือ ว่าตัวเองแพ้อะไร เราอาจจะพยายามหลีกเลี่ยงได้ แต่ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ค่อนข้างกำจัดยาก เลี่ยงยาก จึงอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เมื่อมีอาการภูมิแพ้ ที่ไม่รุนแรง เราอาจปรึกษาเภสัชกร ซื้อยาแก้แพ้ที่ปลอดภัย เพื่อบรรเทาอาการแพ้เบื้องต้นได้
การกำจัดไรฝุ่น
หลายคนอาจมีวิธีการทำความสะอาดที่นอนเช่น นำไปตากแดด หรือดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งวิธีเหล่านั้นอาจไม่ได้ผล การนำที่นอนมาตากแดด อาจทำให้ตัวไรฝุ่นหนีลงไปลึกกว่าเดิม หรือการดูดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่นธรรมดาก็อาจทำให้ไรฝุ่นขึ้นมาใกล้ตัวเรามากขึ้นแต่ไม่ได้ถูกกำจัดออกไปอย่างหมดจดวิธีการทำความสะอาดที่นอน ฆ่าเชื้อโรค และกำจัดไรฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาภูมิแพ้ สามารถทำได้โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก ดี ไฮจีนิค (De Hygienique)
อุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคบนที่นอนของดี ไฮจีนิค Mattress Sanitizing system ถูกออกแบบและจดสิทธิบัตรในระดับสากลในประเทศเยอรมนี ให้มีความสามารถในการกำจัดตัวไรฝุ่นได้ ด้วยวิธีการเฉพาะ
ขั้นตอนที่ 1 ระบบจะสร้างการสั่นสะเทือนความถี่สูงให้กับที่นอนและคลายสิ่งสกปรกภายในที่นอน

ขั้นตอนที่ 2 การกำจัดสิ่งสกปรกและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กด้วยระบบสุญญากาศระดับอุตสาหกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษและปรับสำหรับที่นอนโดยเฉพาะ
ขั้นตอนที่ 3 การป้องกันระยะยาวด้วยการพ่นสเปรย์โพเตม่าที่ได้รับสิทธิบัตรระดับสากล จะถูกนำไปใช้กับพื้นผิวเพื่อปกป้องที่นอนจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและการแพร่กระจายของตัวไรฝุ่น

ภาพความประทับใจจากลูกค้าที่ใช้บริการ
ติดต่อสอบถามข้อมูล
De Hygienique ทั้ง 2 สาขา
1. Emporium แผนก The Living ชั้น 4
2. Central ชิดลม แผนก Bedding ชั้น 5
หรือผ่านช่องทางออนไลน์
– Facebook : @dhthailand
– Line : @dh-thailand
– IG : dhthailand
– Call : 02-281-7103
– www.dh-thailand.com
ผลกระทบต่อสุขภาพ และสัญญาณที่ควรสังเกต
แม้ว่าไรฝุ่นจะตัวเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น แต่สารที่ปล่อยออกมาจากตัวหรือซากของมัน (เช่น อุจจาระ) เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ ในไทยพบว่า 70–80 % ของผู้ป่วยภูมิแพ้ได้รับผลจากไรฝุ่นโดยตรง
สัญญาณเบื้องต้นที่ควรสังเกต
- ไอ จาม คัดจมูก คันตา หรือมีน้ำมูกใสบ่อย โดยเฉพาะตอนเช้า
- มีอาการหายใจเสียงวี๊ด หอบเหนื่อย หรือกำเริบ
- ผื่นคัน แดง หรือผิวหนังแห้งเฉพาะจุด โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้ที่มีภูมิแพ้ประจำ
- หากมีอาการเหล่านี้และตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ พบว่า “ไรฝุ่น” มักเป็นตัวการสำคัญ
ทำไมไรฝุ่นถึงเป็นภัยเงียบในบ้าน
- ไรฝุ่นชอบอยู่ในที่อบอุ่น อุณหภูมิประมาณ 25-30 °C และความชื้นสัมพัทธ์ 60–70%
- พวกมันอาศัยตามที่นอน หมอน พรม ผ้าม่าน โซฟา ซึ่งเราใช้เวลานานและยากจะทำความสะอาดลึก
- เพราะเข้าถึงยาก การป้องกันแบบครอบคลุมจึงจำเป็น
วิธีลดและป้องกันไรฝุ่นในบ้านอย่างได้ผล
การลดไรฝุ่นไม่ได้หมายถึง “เอาไรฝุ่นออกหมด 100 %” ซึ่งเป็นไปได้ยาก — แต่หมายถึง “ลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ให้ต่ำจนไม่กระตุ้นอาการ” ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น มาก
แนวทางแนะนำ
- ซักผ้าปูที่นอน / ปลอกหมอน/ผ้าห่ม ด้วยน้ำร้อน (ถ้าวัสดุรองรับ) หรืออุณหภูมิสูง เพื่อฆ่าไรฝุ่นและลดสารก่อภูมิแพ้
- ใช้ปลอกที่นอน / ปลอกหมอนชนิดต้านไรฝุ่น (allergen-proof cover) เพื่อปิดกั้นไรฝุ่นไม่ให้เข้า/ออกที่นอน
- ลดความชื้นภายในห้องนอน ให้ความชื้นสัมพัทธ์ ต่ำกว่า 50 % หรือใช้เครื่องลดความชื้น เพราะสภาพชื้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตของไร
- ทำความสะอาดผิวสัมผัสซอกมุม เช่น พรม ผ้าม่าน โซฟา ด้วยผ้าน้ำหมาด/เครื่องดูดฝุ่นที่มี HEPA ฟิลเตอร์ เพื่อดึงอนุภาคฝุ่นและไรฝุ่นออก
- ลดการใช้พรมขนหนา/เฟอร์นิเจอร์ผ้าหนา ซึ่งเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นมาก
- เลือกวัสดุที่นอน/หมอนที่เหมาะสม เช่น ผ้าที่ซักได้ง่าย หรือวัสดุที่ผ่านการปรับให้ต้านไรฝุ่น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้
- เปิดรอยต่อเพื่อระบายอากาศ และทำให้แสงแดดเข้าได้บ้าง เพราะไรฝุ่นไม่ชอบแสงจัด/อากาศแห้ง
เมื่อไรควรใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ
หากทำตามแนวทางข้างต้นแล้ว แต่ยังมีอาการภูมิแพ้หรือตรวจพบสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมาก — อาจเป็นสัญญาณว่า “การกำจัดแบบพื้นฐานไม่เพียงพอ”
- เช่นในกรณีใช้อุปกรณ์ใหญ่หรือเข้า-ซอกซอนอย่างเครื่องอบแรงดัน / สเปรย์ฆ่าไรฝุ่นเฉพาะทาง (บริการแบบมืออาชีพ)
- หรือห้องพักซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์/ผ้าหนา / ที่นอนที่เปลี่ยนยาก ควรพิจารณาใช้บริการ “ทำความสะอาดพรม/ที่นอน/โซฟาโดยเฉพาะ”
บริการของ De Hygienique (Thailand) มีการใช้เครื่องมือเชิงเทคนิค เช่น การดูดฝุ่นแรงดัน UV-C และระบบสั่นสูง เพื่อทำความสะอาดที่นอนซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของไรฝุ่น ดี ไฮจีนิค ประเทศไทย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q : ไรฝุ่นกัดคนหรือไม่?
A : โดยทั่วไป ไรฝุ่นไม่กัดหรือดูดเลือด แต่สารในอุจจาระหรือซากของมันเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้
Q : ถ้าไม่มีอาการภูมิแพ้ก็ไม่ต้องสนใจไหม?
A : แม้ว่าจะไม่มีอาการชัดเจน การอยู่ในสภาพที่มีไรฝุ่นมาก อาจเพิ่มโอกาสเป็นภูมิแพ้/หืดในอนาคต
Q : พรม/ผ้าม่านที่ไม่ได้ซักบ่อย ควรทำอย่างไร?
A : ควรทำความสะอาดอย่างน้อย 1–2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือถ้าได้ ควรถอดออกซักหรือใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดเชิงลึก เพราะเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นสูง
Q : เครื่องกรองอากาศช่วยได้ไหม?
A : เครื่องกรองอากาศที่มี HEPA ช่วยจับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดี แต่ไม่สามารถแทนการลดความชื้น/ซักผ้า/ใช้ปลอกกันไรฝุ่นได้ทั้งหมด — ควรใช้ร่วมกับแนวทางอื่น


