!!! วิธีกำจัดคราบและกลิ่นฉี่บนที่นอน ด้วยวิธีง่ายๆ คืนความขาวใหม่ให้กลับมาอีกครั้ง !!!

วันนี้เรามีเทคนิคกำจัดกลิ่นฉี่บนที่นอนด้วยวิธีง่ายมีดังนี้
ฉี่รดที่นอนเป็นปัญหาที่พบบ่อยได้มากสำหรับบรรดาคุณแม่ที่มีลูกน้อย โดยการฉี่รดที่นอนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับเด็กอายุ 1- 5 ปี แต่ถ้าหากเด็กอายุมากกว่า 5 ปีแล้ว แต่ยังมีอาการฉี่รดที่นอน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ โดยการฉี่รดที่นอน เป็นปัญหาใหญ่ แก่คนรอบข้างอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผ้าปูที่นอนมีกลิ่นเหม็นไม่น่านอน ดังนั้นควรทำดูแลโดยใช้วิธีทำความสะอาดฉี่บนที่นอนทางเรานำมาฝากกัน…

วิธีกำจัดกลิ่นฉี่บนที่นอน

วิธีกำจัดกลิ่นฉี่บนที่นอน
1. สำหรับฉี่ที่เพิ่งฉี่ใหม่หรือเป็นคราบหมาดๆ ควรทำความสะอาดในทันที เพื่อไม่ให้คราบซึมลึกลงไปบนผ้าปูที่นอน โดยใช้ผ้าเช็ดและกระดาษทิชชูหนาๆ ซับลงบนคราบ เพื่อให้แห้งไวที่สุด
2. จากนั้นให้นำผ้าชุบน้ำมาวางไว้บนคราบและค่อยๆนำน้ำสะอาดเทลงไปทีละน้อยๆ จนทั่วบริเวณคราบฉี่แล้วค่อยๆกดซับคราบออกมาให้ได้มากที่สุด
3. ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำในกระบอกฉีดน้ำหลังจากนั้นให้ฉีดพรมลงบนคราบฉี่ให้ทั่วแล้วทิ้งไว้สักพัก
4. โรงแป้งฝุ่นเด็ก หรือ เบกกิ้งโซดา ไปบริเวณที่มีรอยฉี่ให้ทั่วเพื่อขจัดและดูดซับกลิ่นฉี่
5. ซักทำความสะอาดผ้าที่เปื้อนรอยฉี่ซ้ำอีกครั้ง ด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วล้างให้สะอาด ก่อนนำผ้าที่ซักแล้วไปตากแดด เพื่อรักษาความสะอาดและฆ่าเชื่อโรคไปในตัว

สำหรับบรรดาคุณแม่บ้านทั้งหลายที่รู้วิธีทำความสะอาดฉี่บนที่นอนกันแล้ว ก็ต้องทำหมั่นความสะอาดเป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้หมดปัญหากลิ่นฉี่บนที่นอนจากรอยฉี่ของลูกน้อยหมดไปและทำให้นอนได้อย่างสบายใจ หมดปัญหาเรื่องกลิ่นฉี่ สบายจมูก

หวังว่าเรื่องที่เราได้หยิบมาฝากนั้น จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ นะคะ เคล็ดลับที่นำมาฝากในครั้งนี้ก็ไม่ยุ่งยาก ซึ่งทั้งอุปกรณ์หรือตัวช่วยทำความสะอาดสามารถหยิบจับได้จากในห้องครัว

หรือถ้าต้องการทำความสะอาดคราบติดพรมให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็สามารถเรียกใช้ บริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคที่นอน จาก ดี ไฮจีนิค ได้เลย

เพียงติดต่อสอบถามผ่านเบอร์โทร 02-281-7103
และช่องทาง Online
Facebook: dh-thailand
LINE: @dh-thailand (มีแอดข้างหน้า)
IG: @dhthailand
www.dh-thailand.com 
เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-19.00 น.
เรื่องความสะอาดของที่นอนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อ่านเพิมเติมได้ที่>>ลิงค์นี้<<เลย

ทำไมถึงยังกลิ่นปัสสาวะอยู่ แม้ทำความสะอาดแล้ว

หลายครั้งผู้ใช้นำผ้าปูหรือที่นอนมาซักแล้ว แต่ยังคงได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ เหตุผลหลักคือ:

  • ปัสสาวะ / สารคัดหลั่ง ซึมลึกเข้าสู่วัสดุที่นอน พรม หรือโครงสร้างโฟม ซึ่งการซักผ้าภายนอกไม่สามารถเข้าถึงได้ครบ
  • กลิ่นเกิดจากสารยูเรียหรือกรดในปัสสาวะ ซึ่งเมื่อแห้งแล้วจะตกค้างและทำปฏิกิริยากับอากาศ → ทำให้กลิ่นย้อนกลับมาได้
  • บางครั้งใช้วิธีซ้อนซับด้วยกลิ่นหอมเพื่อ “กลบกลิ่น” จริง ๆ โดยไม่ใช่การกำจัดที่ต้นเหตุ → ส่งผลให้กลิ่นกลับมาอีก

ดังนั้น ในบทความนี้ เราจะเน้น การกำจัดกลิ่นให้หมดจด และเสริมวิธีป้องกันไม่ให้กลับมาอีกด้วยครับ

ขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อ “กำจัดกลิ่นปัสสาวะ” ให้หมดจด

1. รื้อ-ซัก / ล้างผ้าปูและผ้าคลุม

  • ถอนผ้าปู / ปลอก / ผ้าคลุมที่มีการเปื้อนออกทันที และซักด้วยน้ำร้อนหรืออุณหภูมิสูงที่วัสดุรองรับได้ โดยอาจเติมน้ำส้มสายชู (white vinegar) เพื่อช่วยลดกลิ่นตกค้าง
  • หากเป็นเบาะ, พรม หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ถอดซักไม่ได้ ควรวางผ้าใบหรือแผ่นป้องกันชั่วคราวเพื่อแยกส่วนของสารตกค้างออก

2. บล็อกซับ & ดูดซับของเหลว

  • ใช้ผ้าขนหนูสะอาดหรือกระดาษทิชชูซับบริเวณที่เปียกให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการถูแรง เพราะอาจดันของเหลวซึมลึกลงในเนื้อวัสดุ
  • เมื่อซับจนเกือบแห้ง ให้เปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมช่วยให้แห้งเร็วขึ้น

3. ใช้สารละลายกำจัดคราบ & กลิ่น

  • ผสมน้ำส้มสายชูขาว (distilled white vinegar) กับน้ำในอัตรา 1:1 แล้วฉีดพ่นบริเวณที่มีการซึมของปัสสาวะ
  • สำหรับคราบเก่า / แข็ง ให้ใช้สารผสม *ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ + เบกกิงโซดา + น้ำยาล้างจาน * ซึ่งช่วยสลายคราบและกลิ่นได้

4. ใช้เบกกิงโซดา (Baking Soda) พร้อมการดูดซับกลิ่น

  • โรยเบกกิงโซดาให้ทั่วบริเวณที่สัมผัส โดยเฉพาะจุดที่พ่นสารไว้ เพื่อช่วยดูดความชื้นและลดกลิ่น
  • รออย่างน้อย 4 – 8 ชั่วโมง (ถ้าเป็นไปได้รอข้ามคืน) แล้วดูดฝุ่น/ดูดซับออกอย่างละเอียด

5. ตรวจสอบความแห้ง และการระบายอากาศ

  • เมื่อทำความสะอาดแล้ว ห้ามใช้ที่นอนทันที ก่อนที่พื้นผิวจะ *แห้งสนิท * เพราะความชื้นค้างอาจก่อให้เกิดเชื้อราและมีกลิ่นซ้ำ
  • เปิดพัดลมหรือแสงแดดส่องหากเป็นไปได้ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อและระบายกลิ่น

6. หากกลิ่นยังไม่หาย : พิจารณาบริการมืออาชีพ

  • หากทำครบกระบวนการแล้วแต่ยังได้กลิ่นอยู่ (โดยเฉพาะโฟมหรือที่นอนเนื้อแน่น) เป็นไปได้ที่ปัสสาวะซึมลึกเกินแก้ด้วยวิธีเบื้องต้น
  • ในกรณีนั้นอาจเลือกใช้บริการ “ทำความสะอาดที่นอนแบบมืออาชีพ” ที่มีอุปกรณ์พ่นไอน้ำหรืออบด้วยแรงดัน เพื่อเข้าถึงชั้นลึก

วิธีป้องกันไม่ให้กลิ่นปัสสาวะกลับมาอีก

  • ใช้ ปลอกที่นอนกันน้ำ (waterproof mattress protector) เพื่อป้องกันการซึมของเหลว
  • ลดการดื่มน้ำก่อนนอน 1 – 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่มีโอกาสฉี่รดที่นอนได้
  • สร้างกิจวัตรให้เด็กหรือผู้ใช้เตียงไป “ใช้ห้องน้ำก่อนนอน” และอาจตั้งปลุกกลางคืนหากจำเป็น
  • ทำความสะอาดที่นอนและพรมอย่างสม่ำเสมอ (ดูดฝุ่น / โรยเบกกิงโซดา) และเปิดช่องอากาศในห้องนอนให้ระบาย
  • หากมีสัตว์เลี้ยงในห้องนอน ควรอบรมให้ใช้ที่ปัสสาวะนอกเตียง และใช้สเปรย์ขจัดกลิ่นคราบฉี่สัตว์โดยเฉพาะ (enzyme cleaner) เพื่อไม่ให้สัตว์กลับมาทำซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q : ถ้าที่นอนเป็นโฟมหรือเมมโมรี่โฟม สามารถใช้สารผสมได้ไหม?
A : ใช้ได้ แต่ต้องระมัดระวังอย่าให้โฟมอิ่มน้ำมาก เพราะจะทำให้แห้งยาก และบางสารอย่าง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ อาจเปลี่ยนสีวัสดุได้ 

Q : ใช้แค่เบกกิงโซดาเฉย ๆ ได้ไหม?
A : ใช้ได้ในกรณีกลิ่นไม่แรงและคราบยังไม่ฝังลึก แต่ถ้าปัสสาวะซึมลึกลงในโฟมหรือที่นอน ควรใช้สารทำความสะอาด + เบกกิงโซดาแบบครบรอบ 

Q : ถ้ามีกลิ่นซ้ำเรื่อย ๆ ควรเปลี่ยนที่นอนไหม?
A : หากพยายามหลายวิธีแล้วแต่ยังมีกลิ่นที่ซึมลึกมาก อาจถึงช่วงเวลาที่ควรเปลี่ยนที่นอนเพื่อสุขภาพและความสะอาดในระยะยาว

Scroll to Top